หยุดเลยแล้วกัน
posted on 04 Feb 2008 01:15 by sailomteepanmaa in InMyMind
นานมาแล้วที่ฉันเดินทางมาบนเส้นทางแห่งความไร้ตัวตนที่เรียกว่า โลกไร้พรหมแดน หรือ โลกไซเบอร์ ที่มีแต่คนหวาดกลัวและหวาดระแวงในความสัมพันธ์ เหตุผลเพียงเพราะว่า ความว่างและความอยากลอง ฉันเริ่มแรกในการติดต่อด้วยห้องแชทรูมเมื่อประมาณปี 2548 ห้องแชทรูมห้องแรกที่เลือกเล่นด้วยความระมัดระวัง คือ ห้องแชทของหนังสือพิมพ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงทางการเมืองฉบับหนึ่ง
ครั้งแรกที่เปิดเข้าไปต้องตั้งชื่อและรหัส เอาชื่ออะไรดีวะ นั่งนึกอยู่นาน ชื่อหนึ่งผุดอยู่ขึ้นมาในความรู้สึก “Sos” คือ ชื่อที่ฉันเลือกใช้เพราะเหตุของการต้องการความช่วยเหลือในหลุดพ้นจากภาวะตรงหน้า
หน้าตาของห้องแชทรูมที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ว่ามันเล่นยังไง พอเปิดขึ้นมามีช่องที่เป็นบรรทัดมีชื่อและช่องสำหรับใส่คำพูด ด้านล่างที่ช่องสำหรับให้เราคีย์คำพูดของเราเข้าไป ห้องสนทนาที่ฉันเข้าไปเล่นนั้น มีลักษณะเป็นการคุยรวม ไม่ใช่คุยเฉพาะกับใคร
คนแรกที่ฉันเข้าไปพบปะและพูดคุยด้วยเป็นผู้ชายชื่อ พลาย มีความสุภาพและพูดจาดี การสนทนาในวันนั้นจบลงภายในเวลาเลิกงาน และเขาเรียกชื่อของชั้นซึ่งน่าวิงเวียนอยู่บ้างว่า “S”
.
จากนั้น ฉันก็ได้เข้าไปพบปะพูดคุยกับคนอื่น ๆ อีกมากมาย ฉันได้เพิ่มเวลาแวะเวียนเข้าไปเล่นมากขึ้นได้รู้จักกับเพื่อนที่สนิททางภาษาอีกหลากหลาย เวลาผ่านจากวันเป็นเดือน และหลายเดือน เพื่อนหลาย ๆ คนนัดเจอกันเพื่อพบปะพูดคุยกันจริง ๆ และหลายคนต้องการพบฉัน อาจจะเป็นเพราะความตรงไปตรงมา ไม่ไว้หน้าและความชัดเจนของฉันจึงทำให้หลายคนอยากพบหน้า (อาจจะด้วยหลาย ๆ สาเหตุ) หลายคนอยากพูดคุยด้วย หลายคนต้องการใช้ฉันเพื่อให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในสังคม และแน่นอน หลายคนอยาก “หัก” กัน
.
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสิ่งที่ฉันต้องได้รับรู้มาโดยตลอดด้วยคือ วิวาทะ ทางภาษาที่ผ่านทางช่องทางสื่อสารนั้น คำหยาบ ความไร้มารยาท และการแบ่งพรรคแบ่งพวกการแย่งชิงมวลชน
ฉันใช้นโยบายการไม่พบตัวตนของใครต่อใครมาตลอดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ว่าหยิ่งหรืออย่างไร แต่ในความคิดของฉันการเปิดเผยตัวตนของตนเองนั้น นอกจากจะอันตรายแล้ว ยังเป็นการทำให้จุดยืนในการให้ความเห็นและทัศนคติต่าง ๆ เปลี่ยนแปลง ด้วยหลาย ๆ สาเหตุที่ยึดติดอยู่กับตัวตนจริง ซึ่งย่อมมิใช่ตัวตนในโลกไร้พรหมแดน
แต่นโยบายดังกล่าวของฉันถูกสั่นคลอนเมื่อเพื่อนแชทจากต่างประเทศจะเดินทางกลับมาเมืองไทย และต้องการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน นั่นจึงทำให้ฉันเปิดเผยตนเองและให้เพื่อนจากต่างแดนดังกล่าวได้พบ เมื่อมีครั้งที่ 1 ก็มีครั้งต่อ ๆ ไป แม้จะไม่ง่ายดายเหมือนคนอื่นที่จะพบปะ แต่มันก็ค่อย ๆ เกิดขึ้นได้
กรณีนี้ฉันเรียนรู้ถึงมิตรภาพที่ยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบัน และมิตรภาพลวงภายใต้ความจริงใจจอมปลอม แต่เมื่อต้องชั่งน้ำหนักของทั้งสองสิ่ง ฉันถือว่าชั้นได้รับประสบการณ์ดี ๆ จากการพบปะครั้งนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า
.
“ฉันเสียตัวตนในโลกไร้พรมแดนให้กับ
โลกแห่งความเป็นจริงไปในบางส่วน”
.
เหตุวุ่นวายในโลกไซเบอร์ของฉันเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ เวปไซด์ของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นมีนโยบายที่จะหยุดการพัฒนาห้องแชทนี้ และไปดำเนินการจัดทำห้องแชทใหม่อีกห้องหนึ่ง
ประตูทางเข้าถูกปิดตายสนิท นั้นหมายความว่า คนใหม่ ๆ ที่ไม่ได้ Add Favorites ไว้จะไม่สามารถเข้าผ่านทางหน้าเวปไซด์ได้อีกต่อไป ซึ่งสิ่งนี้คือการ “ทำหมันสมาชิกใหม่” แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับมีสมาชิกใหม่หน้าเดิมวนเวียนเข้ามาไม่ได้ขาด สร้างความคลางแคลงสงสัย และความเสียหายให้เกิดขึ้นในห้องแชทแสนสนุกของฉัน บางคนเข้ามาด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย บางคนเข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ที่ไม่บังควรต่าง ๆ นานา เช่น การหลอกลวง หรือเรืองชู้สาว ฯลฯ
เราหลายคนได้รวมตัวกันโดยการใช้เทคโนโลยีการเจาะข้อมูลเพื่อสืบหา IP ของแต่ละชื่อล็อกอินและเปรียบเทียบดูว่าใครใช้ชื่อใด ๆ บ้าง ทั้งนี้เพื่อทำการสกัดกั้นอันตรายที่จะเกิดขึ้นในสังคมเรา โดยมีฉันออกหน้าด้วยความหวังแห่งโลกอุดมคติ เช่นเคย
หลาย User IP ถูกเปิดโปง หลาย User IP เลิกเล่นไป แต่ผลกระทบได้ย้อนกลับมาหาฉันอีกครั้ง เมื่อถูกรวมตัวของกลุ่มบุคคลผู้เสียผลประโยชน์และกลุ่มบุคคลผู้ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับฉัน ส่ง User IP ตัวแทนออกมาไล่ด่าฉันและเพื่อนอย่างหยาบคายทุกครั้งที่เราเข้ามา ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายที่จะต้องรบหรือระงับอารมณ์ในทุกครั้งที่เล่น ประจวบกับต้องเดินทางไปต่างประเทศฉันจึงได้หยุดเล่นห้องแชทไป
มาวันนี้ฉันกลับมาโลดแล่นในโลกไซเบอร์อีกครั้งกับเทคโนโลยีอื่นที่ไม่ใช่ห้องแชทด้วยการแนะนำของเพื่อนที่เคยเล่นแชทกันมา “บล็อก” คือ สิ่งที่ฉันเลือกเข้ามาเล่น โดยไม่รู้ว่ามันเป็นมากกว่าสมุดบันทึกแต่อย่างไร การเรียนรู้ในเรืองใหม่ ๆ เริ่มต้นขึ้น
จากวัตถุประสงค์แรกเพียงต้องการเก็บข้อมูลและความรู้สึกที่เกรงว่าจะลืมเลือนไปกับกาลเวลา กลายเป็นการเขียนงานต่าง ๆ ที่เราอยากเขียน ด้วยว่าได้รับแรงบันดาลใจจากบล็อกเพื่อนบ้านต่าง ๆ การเข้าเยี่ยม และการออกเยี่ยมเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในเวลาที่เอื้ออำนวย
มิตรภาพขยับขยายขึ้นท่ามกลางกิจกรรมร่วมกัน ความเข้าใจตรงกัน และอุดมการณ์เดียวกัน และความชื่นชมศรัทธา การพบปะพูดคุยกันด้วยตัวตนนอกโลกไซเบอร์จึงได้บังเกิด
การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นกับฉันเช่นกัน ฉันตัดสินใจอยู่นาน นานจนนาทีสุดท้ายที่จะต้องจาก และแล้วการตัดสินใจแหกกฎแห่งการเปิดเผยตัวตนอีกครั้ง ด้วยคิดว่า “คงไม่เป็นไร”
แต่ผลที่กลับมาสูงกว่าที่คาด เมื่อเกิดวิบากกรรม และวิบากกรรมทำให้ต้องต่อสู้เพื่อคนที่ฉันเพิ่งเคยเห็นหน้าเพียงครั้งเดียวในวันนั้น เพียงเพราะคำว่าความถูกต้องของการพิทักษ์สิทธิ์ ซึ่งฉันไม่ได้ทำเพียงเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันเป็นการทำเพื่อใครอีกหลาย ๆ คนที่อาจต้องเจอกับกรณีเช่นเดียวกันนี้
ฉันยืนเผชิญหน้าเพียงลำพังกับผู้มีอำนาจตัดสิทธิในการเข้าบล็อกของฉัน และกระแสต่อต้านอันเชี่ยวกรากของบล็อกเกอร์ท่านอื่น ที่การกระทำของฉันอาจก่อให้เกิดความไม่พอใจหรือกระทบกระเทือนจิตใจเขาเหล่านั้น
การต่อสู้ครั้งนั้นของฉันได้รับผลดีในระดับหน้าพอใจที่เดียว ฉันเริ่มมีเพื่อนฝูงในบล็อกเป็นกลุ่มใหญ่ มีกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันมากมาย อุดมการณ์ต่าง ๆ หลุดออกจากสมองและปากสู่ภายนอกเพื่อการสนทนาแลกเปลียน
การออกความเห็นด้วยความชัดเจนแฝงความลำพอง ในบล็อกต่าง ๆ การปะทะ ทางวาทะและอารมณ์ ก็ให้เกิดความไม่พอใจของผู้มีอำนาจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ทุกครั้งฉันยืดอกรับโดยไม่ซัดทอดใคร หลาย ๆ เรืองราวฉันตัดสินใจสวนกระแสโดยแค่อิงความถูกต้องเป็นเกณฑ์จนก่อให้เกิดความไม่พอใจขึ้นบ้างในหมู่คณะ แต่ทุกครั้งอาศัยความใจกว้างเราสามารถผ่านมันมาได้ทุกครั้ง
การต่อสู้ครั้งใหม่เริ่มขึ้นกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมนั้นคือ เวปมาสเตอร์ การออกมาเปิดโปงร้องเรียกความถูกต้องในเรืองบางเรืองเป็น “สิ่งต้องห้าม” สุดท้ายฉันถูก “แบน” จนต้องออกไปหาที่อยู่ใหม่ โดยมีเพื่อนหลายคนตามมา ซึ่งต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งมา ณ โอกาสนี้ ที่เชื่อใจกัน
ที่ผ่านมาฉันเชื่อมั่นในมิตรภาพที่เรามีต่อกัน ฉันพร้อมที่จะเข้าแลกเพื่อปกป้องคนในมิตรภาพของฉันในทุก ๆ เรือง และทุก ๆ คน โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เหมือนกับเป็นการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ
ปัญหาหลากหลายประดังเข้ามา ล้วนแต่ไม่ใช่ปัญหาของฉัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชู้สาว ปัญหาการใช้อารมณ์ ปัญหาด้อยวุฒิภาวะ อคติและทิฐิมากมาย ฉันยังกล้าที่จะเอาตัวเข้าป้อง แม้ผลที่ผ่านมาจะเป็นการถูกประจานให้เสื่อมเสียในเรืองชู้สาวก็ตาม
แต่สิ่งที่ฉันทนไม่ได้ คือ การไร้ซึ่งความรับผิดชอบ การก่อปัญหาซ้ำซาก การท้าทายที่ไร้เหตุผล การใช้อารมณ์ การปัดความผิดให้พ้นตัว และสุดท้าย การขาดความเชื่อถือ ป้ายความผิด และวาจากล่าวประนามเพื่อโทษผู้อื่น
.
สำหรับฉันการขาดสัจจะไม่ต่างจากการไร้ซึ่งเกียร์ติ
.
ขณะนี้ฉันกำลังจะได้วางทุกอย่างที่เคยถืออยู่ให้หลุดไปจากมือ ไม่ใช่หมดเรี่ยวแรงในการเหนี่ยวรั้ง แต่สิ่งที่ขาดไปในตอนนี้คือ “ใจ” ที่เคย “เชื่อถือ และ ศรัทธา”
ฉันคงต้องนำนโยบายเก่ากลับมาใช้อีก
.
หากโอกาสสุดท้ายที่มอบให้ ไม่เป็นผล
.
นโยบายแห่งการปกปิดตัวตน เพื่อรักษาตัวตน
.
นโยบายแห่งการรักษาระยะห่าง เพื่อระยะห่าง
.
นโยบายแห่งการปกป้องวิญญาณตนเอง
.
.
โอกาสที่ได้มาจากพวกเขาเหล่านั้น ....... ไม่ใช่เธอ
.
.
แอบงง.........

มาสเตอร์แชมป์
อืม...
กำลังอ่านซ้ำรอบที่สามครับ ^^
#1 By ณ on 2008-02-04 01:26