ลงสนาม

posted on 19 Feb 2008 09:31 by sailomteepanmaa in Sailom

 

"พี่จะไปเขตด้วยกันมั้ยครับ"

"ไปกี่โมงอ่ะ" ฉันถามน้องในฝ่าย

"เก้าโมงครับ"

"เออไปดิ พี่ต้องไปเช็คเรื่องการจัดการคิวที่เขตเหมือนกัน"

หลังจากนั่งรอเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ เพื่อที่จะขับรถพาเราไปตรวจงานที่เขตส่งสินค้ากว่าชั่วโมง สิบโมงเราจึงได้เริ่มเดินทางไปยังเขตส่งสินค้ากัน และทันทีที่ความเย็นภายในรถได้ระดับ ฉันก็เริ่มเล่นเกมส์ซ่อนตาดำ วันนี้อากาศค่อนข้างร้อนแดดแรงซึ่งเป็นศัตรูกับการเมาค้างหรืออาการนอนน้อยของฉันเป็นอย่างแรง ด้วยความที่ปกติไม่ต้องทำงานวันเสาร์จึงเป็นการเสียนิสัยที่ฉันจะนอนดึกในทุก ๆ คืนวันศุกร์โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจลักษณะ  กิจกรรมหลักก็คือการนอนมองเพดานสลับกับการมองจอสี่เหลี่ยมและหายใจทิ้งเป็นช่วง ๆ จนกว่าจะได้เวลานอน

เช้าวันนี้แดดจึงเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างยิ่ง และเหมือนจะเอาใจยิ่งแดดแรงเท่าไหร่คุณพรี่พลขับก็ยิ่งเปิดแอร์แรงขึ้นเท่านั้น เข้าใจว่าหลับไปกว่าชั่วโมงตื่นมารถก็ยังคงแล่นอยู่บนท้องถนน ปรือตาดูก็พบกับความจริงที่ว่า "เฮ้ย!!! นี่มันที่ไหนวะ"

ป้ายระหว่างทางบอกว่า "ค่ายพหลโยธิน" คุณพระช่วยที่ไหนวะเนี่ย

"เอก ที่นี่ที่ไหนเนี่ย แล้วเราจะไปเขตไหนนี่" ฉันเอ่ยปากถามน้องเจ้าของโปรเจคเยี่ยมชมเขตส่งของ

"ลพบุรีพี่ ไปเนินจันทร์ กับสวนสำราญครับพี่ " อึ้งสิค่ะตายหละไม่ยักกะรู้ว่ามันจะพามาเขตส่งของนอกจังหวัด  ออกมาตรวจงานสิงห์บุรีก็ว่าแย่แล้วนี่มันยังจะพาออกนอกอาณาเขตไปลพบุรีอีก กรรมแท้ ทำไมมันไม่บอกก่อนว๊า (จะได้ไม่มา เห้อออออออ)

.

กว่าจะถึงเขตเนินจันทร์ก็ปาไปเกือบเที่ยง อากาศอันร้อนอบอ้าวรอบนอกรถในขณะนั้นช่างต่างกันราวฟ้ากับเหวกับในรถ เขตที่เราเห็น คือ ตู้คอนเทนเนอร์ติดแอร์ตั้งโด่เด่อยู่กลางลานโล่ง ๆ และมีรถขนถ่ายตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่อย่างเดียวดายอีกหนึ่งคัน และเป็นที่น่ายินดียิ่งที่เจ้าหน้าที่ประจำเขตไม่ยักกะอยู่ประจำ เราจึงมองโลกในแง่ดีกันว่าเนื่องจากมันเป็นเวลาเที่ยงเจ้าหน้าที่จึงออกไปกินข้าว ทั้ง ๆ ที่จากพื้นที่แล้วไม่น่าจะไปหากินที่อื่นได้เลย ทุ่งโล่ง ๆ นี่หละ ด้านหลังเขตเป็นร้านอาหารตามสั่งซึ่งเจ้าหน้าที่ ๆ พาเรามากลับพาเราแวะกินข้าวเที่ยงระหว่างทางด้วยเหตุผลที่ว่า มันไม่น่ากินเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นจริงตามนั้น

ใต้ร่มไม้ใหญ่หน้าร้านอาหารคล้ายเป็นสภากาแฟขนาดย่อมชาวไร่ที่นำสินค้ามาส่งนั่งกันกลาดเกลื่อน บางคนนั่งกินข้าว บางคนนอนแปล มองออกไปที่ลานรับสินค้าหลายคนกางเต้นท์นอนเล่นโดยอาศัยร่มเงาของรถไถบ้าง รถอีแต๋นบางบังแดดเพื่อรอขนถ่ายสินค้า

"เนี่ย กว่าจะได้ลงของน๊านนาน หัวหน้าผมรอมาสองวันและ รถจอดตากแดดของผมก็น้ำหนักตกหมดเนี่ยไม่เห็นใจกันบ้างใครจะรับผิดชอบ" เสียงบ่นลอยลมมาทางที่ฉันและน้อง ๆ ยืนอยู่

"วันก่อนนะนางหนู เจ้านายเขามาพูดของชาวไร่จะแห้งจะตายช่างมัน ให้ของเข้าโรงงานได้คุณภาพไว้ก่อน แม๊ พูดอย่างนี้ได้ยังไง ไม่เห็นใจกันเลยจะเอาแต่ได้เนี่ย ดีนะไม่อยู่ไม่งั้นจะเอารถอีแต๋นไปล้อมไม่ให้ออก" น้ำเสียงใส่อารมณ์หลังจากฉันได้ไปนั่งคุยถึงปัญหาการส่งสินค้าให้โรงงานได้พักนึงพอคุ้นเคย "ตายหละ แล้ววันนี้จะล้อมกรูมั้ยนี่" ฉันคิดในใจ

"คงไม่งั้นมั้งค่ะลุง เขาอาจจะหมายถึงยังไม่อยากให้ลุงเก็บผลผลิตมั้งค่ะ เพราะถ้าคุณภาพมันตกลุงก็ได้เงินน้อย" ฉันพยายามหาเหตุผลให้ลุงใจเย็น เพราะหน้าลุงเริ่มออกอาการ ไม่ใช่อะไรเกรงว่าแอนตาซิลจะต้องจ่ายก่อนเวลาอันควร

"อึ้ยยยยย ไม่งั้นสิหนู ไอ้เรามันก็ไม่อยากเก็บหรอกนะ แต่ถ้ารอเก็บตามเขาบอกมันก็ตายนึ่ง ไม่ได้เงินอยู่ดี แหม๋!! ใครก็อยากได้เงิ๊นนนน ไหนจะไฟไหม้อีก ไอ้พวกห่านั้นอ่ะมันจุดไฟเผา เสือกคุมไม่ได้ นี่น่ะไหม้ของลุงไปเกือบสิบไร่ ลุงก็ต้องรีบเก็บสิจะเอาไว้ได้ไง พอมาถึงก็ให้ลุงรออีกสองวันกว่าจะได้ขี้นชั่ง แล้วมันจะเหลืออะไรหละอีหนู ทีรถใหญ่ที่มาจากโรงงาน มาจากนายทุนก็ให้เขาขึ้นก่อน พวกลุงก็แย่สิ ปีกลายให้ต่อตูดกันช้าหน่อยแต่มันก็ได้ไป นี่อะไรเอาคิวแควอะไรมาใช้รอกันเป็นวัน ๆ" ลุงยังคงบ่นกระปอดกระแปดราวกับฉันเป็นตัวแทนบริษัทฯ มารับเรืองร้องทุกข์ (กรรมของกรูชิมิ)

"เอาหนะค่ะ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นนะค่ะลุงเดี๋ยวหนูเอาเรื่องระบบไปดูให้ว่าทำไงให้ชาวไร่ขึ้นชั่งสินค้าได้เร็วขึ้นดีมั้ยค่ะ" ฉันพยายามพูดให้ความหวัง แต่ยังไม่ทันที่จะได้รับการตอบรับหรือปฏิเสธอะไร เสียงแทรกจากโต๊ะข้าง ๆ ก็ทำลายจังหวะเวลาอันเหมาะสม
"อึ้ย ปีก่อนมากันสองคนก็รับปากงี้อ่ะ ไม่เห็นดีขึ้นเลย" ชายรูปร่างผอมเกร็งหนึ่งในชาวไร่ที่มารอขึ้นชั่งสินค้าแทรกความเงียบขึ้นมา
"ไอ้ห่าพึ่งจะเอาระบบคิวมาใช่ปีแรก แล้วปีก่อนอ่ะมากันสามคนว้อยยย" ฉันนึกค้านในใจ แต่หน้ายังคงยิ้มสู้เข้าไว้ นี่กรูจะโดนล้อมกรอบมั้ยนี่ หันไปหาเจ้าหน้าที่ซึ่งพาพวกเรามาแกก็หนีเข้าไปในคอนเทนเนอร์เสียแล้ว

"เอาหนะพี่ตอนนี้มันก็ไม่ติดขัดเท่าไหร่แล้วนี่ ไว้รอดูปีหน้านะพี่นะ เดี๋ยวไปคุยกับน้องในห้องเขตก่อนนะค่ะ"

ฉันตัดบทด้วยเห็นว่าพูดไปก็เท่านั้นแค่รับฟังแล้วไปหาวิธีให้มันรวดเร็วขึ้นน่าจะดีกว่ามานั่งเถียงกันในเหตุผลคนละประเด็นกัน ซึ่งหากเกิดอารมณ์ขึ้นก็อาจจะเป็นไปได้ว่าพวกฉันอาจจะต้องไปนอนคุยกับรากมะม่วงเฝ้าไร่กันไปตามเรื่อง

"อื่อ ดีขึ้นแล้วหละอีหนู ถ้าเป็นช่วงมกรานะติดกว่านี้แยะ เอาวะปีหน้าหน้าจะดีกว่านี้" ลุงคนเก่ายังคงให้กำลังใจ (หรือเปล่าไม่ทราบ)

"เอออ ไอ้ห่าไงมึงเห็นเมียจะฟันกบาลเหร้อ มานั่งกะกรู๊นี่ เมียจะยิงทิ้งเหมือนกัน อีห่าไม่เข้าใจกูมานอนเฝ้าลงของหากว่ากูไปติดนักร้อง" เสียงพี่ดำคนเดิมกล่าวทักเพื่อนที่กำลังเดินมากินข้าวและเริ่มคุยกันอย่างออกรส

.

ฉันไม่ได้รอให้แกทักหรือกล่าวคำร่ำลา ยกมือไหว้ลาสี่ทิศ (ราวนักมวยแห่งสังเวียนราชดำเนิน) แล้วออกเดินขึ้นไปยังคอนเทนเนอร์ของเขต ก่อนขึ้นไปไม่วายจะแวะเช็คเครืองชั่งน้ำหนัก 60 กิโล ทำไมมันน้อยฟะ เครื่องชั่งสินค้าเกษตรเป็นเครื่องชั่งชนิดเดียวกับที่ใช้ชั่งน้ำหนักของรถตามทางหลวง เพราะฉนั้นมันจะทำการปัดเศษที่น้อยกว่า 5 กิโลเป็น 5 กิโลแต่หากมากกว่า 5 กิโลมันจะปัดเป็น 10

ทันทีที่ก้าวขึ้นไปบนคอนเทนเนอร์ฉันแทบจะได้รับการเสริมโปรตีนจากแมลงวันที่บินไสวอยู่ภายในคอนเทนเนอร์ ซึ่งเป็นไปได้ว่าเกิดจากการกินอยู่ร่วมกันในคอนเทนเนอร์นั้น ทำให้แมลงวันชุกชุม จนบางทีนึกหมั่นไส้อยากใช้ลิ้นตวัดเข้าปากเสียให้รู้แล้วรู้รอด กว่าที่เจ้าหน้าที่ประจำเขตจะมา กว่าที่จะได้คุยกันให้รู้เรื่อง กว่าจะได้เรื่องว่าเจ้าหน้าที่กับชาวไร่มองกันคนละมุมอย่างสุดขั่ว เพราะเจ้าหน้าที่มองว่าชาวไร่ไม่เคารพกติกา ไม่ได้นัดก็เอาผลผลิตมาขาย เอารถมารอขึ้นชั่ง พอจะชั่งก็ไม่พร้อมเพราะรอผลผลิตที่กำลังทยอยตามมา กว่าจะรู้เรื่องฉันแทบจะกินแมลงวันไปเกือบครึ่งท้อง (ถ้าตัดสินใจตวัดเข้าปากไปตั้งแต่ทีแรก เสริมโปรตีนเพียบเชียว)

เราออกเดินทางต่อไปยังเขตสวนสำราญอากาศบนรถเย็นลงเหมือนเดิมอาการเพลียแดดกำเริบอีกครั้ง นั่นหมายถึงการเล่นซ่อนตาดำอีกรอบ คราวนี้พอลงรถอาการมึนหัวเข้าเกาะกุมขมับของฉันตุ๊บ ๆ อะไรวะเมื่อก่อนไม่เห็นมันอ่อนแอขนาดนี้