Philosophy

เพียงพร

posted on 12 Jan 2009 01:53 by sailomteepanmaa  in Philosophy

เสียงโทรทัศน์ประกาศเชิญชวนเด็ก ๆ ออกไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ที่จัดงานวันเด็กอย่างเอิกเกริก แต่ละสถานที่ล้วนแล้วแต่น่าไปทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นกองทัพอากาศที่จะให้เด็กขึ้นเครื่องบินในวันนี้ กองทัพเรือ หรือแม้นแต่ทำเนียบรัฐบาล ที่ใครต่อใครก็เข้าไปได้เมื่อก่อนหน้านี้ แต่ผมเองก็ยังไม่เคยเข้าไปซักที

หลาย ๆ สถานที่เป็นสถานที่เฉพาะที่จะไม่ได้เปิดให้เข้าชมในวันเวลาปกติ แต่ก็มีเพียงวันเด็กนี้เท่านั้นที่จะเปิดขึ้นเพื่อให้เด็ก ๆ ได้เข้าชม ช่างเป็นสิทธิพิเศษสำหรับเด็กเสียจริง ๆ

เด็ก ๆ และพ่อแม่หลาย ๆ คนเดินผ่านไปมา ผมสังเกตุเห็นรอยยิ้ม เสียงหัวร่อต่อกระซิก พูดคุยกันถึงสถานที่จะไปและสถานที่ ๆ ได้ไปเที่ยวด้วยกันกลับมา บางครั้งผมก็ยิ้มให้กับเสียงรายรอบตัวเหล่านั้นล

เด็กบางคนก็ออกมาเที่ยวกันตามลำพัง โดยไม่ได้มีพ่อแม่มาด้วยสองมือน้อย ๆ หอบหิ้วข้าวของที่ได้รับแจกมาพะรุงพะรัง

ผมก้มหน้าทำงานต่าง ๆ ของผมให้แล้วเสร็จ แต่บ่อยครั้งที่ผมจะอดไม่ได้ที่จะชะโงกออกไปมองบรรดาเด็กน้อยและพ่อแม่ของพวกเขาเหล่านั้น พวกเขาดูมีความสุขอย่างประหลาด วันเด็กนี่ช่างเป็นวันที่วิเศษเสียจริง ๆ พวกเขาดูเหมือนจะได้รับพรอันประเสริฐนั้น พรอันจะดลบันดาลได้เฉพาะเด็ก ๆ ในวันเด็ก เท่านั้น

ผมยังคงก้มหน้าทำงานต่อไป มือที่ซีดเผือดและผิวที่หลุดลอก หนังหลุดออกเป็นแว่น ๆ ด้วยพิษร้ายของสารสังเคราะห์และสายน้ำที่ผมใช้ทำงาน วันนี้งานของผมแยะทีเดียว อาจเป็นเพราะมีเด็กและผู้ปกครองออกมาในวันนี้กันอย่างมากมาย ความหวังที่จะได้เลิกงานเร็วกว่าปกติแทบไม่มีเลยทีเดียว แต่ผมก็ไม่สามารถเรียกร้องอะไรได้ แม้นว่ามันจะเป็นวันเด็กก็ตาม

กว่างานผมจะเสร็จลูกค้าของเฮียจะซาก็ปาไปเย็นย่ำ ผมรอรับเงินค่าแรงที่ถูกหักค่าเสียหาย ค่าจานแตก จานบิ่นจนแทบจะไม่เหลืออะไร ผมมองหน้าเฮียเหมือนจะถามว่าวันนี้วันเด็กเฮียจะไม่ละเว้นการหักค่าแรงให้ผมซักวันเชียวเหรอ

"มองหาห่าอะไร กูจ่ายให้มึงก็ดีแล้ว เหนื่อยนะเว้ย ห่าเดี๋ยวก็หักเสียให้หมดซะหรอก"

น้ำเสียงเฮียไม่พอใจ คงเป็นเพราะลูกชายวัยไล่เรี่ยกับผมที่ขอออกไปเที่ยววันเด็กกับเพื่อนและยังไม่กลับมา

ผมกำเงินในมือไว้เน้น จับมันพับเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ และมัดไว้กับปลายเสื้อเพื่อป้องกันว่ามันจะสุญหาย

ผมเดินก้าวเท้ายาว ๆ ออกจากร้านเฮีย สายตาก็เหม่อมองออกไปรอบ ๆ สถานที่ต่าง ๆ ที่โทรทัศน์ประกาศหลายที่อยู่ในเส้นทางที่ผมต้องผ่าน แต่เหมือนมันจะช้าเกินไป สถานที่เหล่านั้นต่างปิดให้บริการแก่เด็ก ๆ เสียแล้ว ราวกับเวศมนต์อันโรยราของซินเดอร์เรลล่ายามหลังเที่ยงคืน

รองเท้าแตะข้างที่เป็นแบบหนีบของผมทำเอาผมเกือบหน้าคว้ำ สายมันหลุดออกจากแผ่นรองเท้าที่ขณะนี้บางจนแทบจะขาด ผมนั่งลงกับฟุตบาธจับมันยัดเข้าไปในรูเดิมที่มันเคยอยู่และออกเดินอีกครั้ง

ผมพยายามที่จะเบียดเสียดกับเด็ก ๆ และผู้ปกครองคนอื่น ๆ เพื่อขึ้นบนรถประจำทาง หลายคนมองผมด้วยสายตารังเกียจ เด็กบางคนถึงกับออกปากถามแม่ถึงกลิ่นตัวอันไม่พึงประสงค์ของผม ถุงเศษอาหารในมือดูเหมือนจะสร้างความรังเกียจให้กับพวกเขาด้วยเช่นกัน

กระเป๋ารถเมล์ดูเหมือนจะอารมณ์เสียที่สุด เขาไล่ผมให้ไปจนเกือบสุดคัน ปากก็ด่าประจานถึงความสกปรกม่อมแม่มของผม

เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ปากเลอะเทอะไปด้วยคราบไอศครีมและขนมจนหน้าตาเปรอะเปลื่อนสีของขนมนอนซบอยู่บนบ่าของแม่ กลิ่นเหม็นเปรี้ยวผสมกับกลิ่นของแป้งฝุ่นลอยอยู่รอบตัว ช่างเป็นความเหมือนที่แตกต่างกับสภาพของผมเสียเหลือเกิน

ผมลงรถเมล์ด้วยความหวาดระแวง เพราะก่อนหน้านี้กระเป๋ารถเมล์คนสวยเธอคงจะอารมณ์ไม่ดี เดินมาแอบหยิกที่แขนผมอย่างแรงและบอกว่ารีบ ๆ ลงไปแล้วอย่าขึ้นมาบนรถคันที่เธอทำงานอยู่อีก เธอคงจะทนกลิ่นเหม็นและสภาพซอมซ่อของผมไม่ได้

ผมก้าวเดินไปบนถนนที่แคบลงเรื่อย ๆ แสงไฟที่ดูจะค่อย ๆ เลือนลงไปทุกที มือที่กุมถุงเศษอาหารที่ได้มาจากร้านของเฮียกระซับแน่น

ที่เพิงพักริมถนนที่ผมใช้เป็นที่พักอาศัย เงาตะคุ้มด้วยแสงเทียนของพ่อนั่งอยู่ที่นั้น ทันทีที่ผมเดินเข้าไป พ่อก็กระชากตัวผมเข้าไปเพื่อค้นหาสิ่งที่ต้องการ จนถุงเศษอาหารตกพื้นแตกกระจาย

"ไหนไอ้เบิ้ม เงินมึงอยู่ไหน ไอ้เหี้ยกลับซะดึกเลย ไปไถลที่ไหนมา รุ้มั้ยกูรอมึงอยู่ตั้งนานแล้ว เร็วกูจะรีบไป"

เสียงพ่อตะหวาดลั้นไปทั้งทุ่ง สองมือปาดป่ายไปตามร่างกายของผม ผมพยายามปฏิเสธและดิ้นรนหนีเพื่อให้พ้นมือพ่อ แต่สิ่งที่ผมได้พบนั้นคือ สันมือแข็ง ๆ ที่พาดเปรี้ยงมาบนใบหน้าของผมจนชาสั่น

"โถ่ไอ้สัตว์ต้องให้กูใช้กำลัง"

พ่อควานจนพบปมเงินที่ผมผูกซ้อนไว้ พ่อพยายามกระชากมันออกจากตัวผม สุดท้ายเมือไม่ทันใจพ่อถอดเสื้อตัวนั้นออกจากตัวผม จนผมเซถลา

พ่อทั้งถีบทั้งเตะเพื่อจะให้ผมพ้นทาง โดยไม่ฟังผมแม้นแต่นิดเดียวว่าเงินที่ได้มานั้นสำคัญต่อการอยู่รอดของย่าอย่างไร ผมเตะผมจนจุกตัวงอ และเดินจากออกไปจากเพิงพัก ปากก็ร้องด่าผมและชีวิตที่บัดซบของตัวเอง

เสียงย่าพยายามจะส่งเสียห้ามปราม เสียงหอบถี่และเสียงลมหายใจหนัก ๆ ของย่าทำให้ผมต้องพยายามคลานเข้าไปหาทั้ง ๆ ที่ยังจุกอยู่ ผมรู้ดีว่าย่ายังคงไม่ได้กินอะไรเลย ผมคว้าชามอ่างที่มันดูจะเหมือนหมดสภาพของชามไปนานแล้ว สองมือเล็ก ๆ ของผมกอบเก็บเศษอาหารที่ตกเกลือนกับพื้นบ้านเท่า ๆ ที่มันจะสามารถเก็บขึ้นมาได้ อาหารจานนั้นเป็นของย่าของผมที่จะได้กินเพียงมื้อเดียวของในแต่ละวัน

หลังอาหารและสายน้ำตาที่อาบแก้ม ย่าหลับไปเสียแล้ว ผมก้าวออกมาจากเพิงพัก เพื่อทำความสะอาดตัวเองและจานชาม เสียงโทรทัศน์ของบ้านข้าง ๆ ยังคงส่งเสียงรายงานข่าวถึงความสำเร็จในการจัดงานวันเด็กในหลาย ๆ สถานที่ จัดทำขึ้นมาอย่างเป็นพิเศษเพื่อเด็กทุกคน

หากมีพรอันประเสริฐที่จะดลบันดาลให้กับเด็ก ๆ ได้จริงในวันเด็ก พรนั้นมันคงไม่เหลือมาถึงผมเสียแล้ว ผมคงไปรับพรนั้นไม่ทันและมันได้เสื่อมลงราวกับเวศมนต์ของนางฟ้าหลังเทียงคืนเสียแล้ว....