Special

พระราโชวาทของ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ทรงพระราชทาน
แก่ผู้สำเร็จการศึกษา
ใจความสำคัญว่า

 

"การเรียนให้สำเร็จนั้น
นอกจากจะต้องอาศัยกำลังกายและกำลังปัญญาแล้ว
ผู้เรียนยังต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็งมั่นคงด้วย
กำลังใจนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งแก่การดำเนินชีวิต
และปฏิบัติกิจการงานเพราะเป็นแรงหนุนนำ
กำลังกาย กำลังปัญญา ช่วยให้บุคคลมีพลังที่กล้าแข็ง
สามารถฝ่าฟันอุปสรรคปัญหา
จนบรรลุถึงความสำเร็จความเจริญได้"

 

"พี่ Sos ค่ะ หนูแต่งหน้าแบบนี้สวยหรือยัง"

ข้อความปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ประจำตำแหน่ง "ไหนวะ" ฉันคิดในใจ

"นี่ค่ะพี่ โชว์ที่รูปค่ะพี่ไปดูที่ไหนค่ะ" อ้าวตายห่า รู้ด้วยนะว่าเซ่อซ่าหาไม่เจอ หรือมีองค์

"มองไม่เห็นอ่ะริน เล็กโครต" ฉันหยีตาดูผ่านแว่นขยายขนาด 5000 เท่า

"แต่งหน้าไปไหนอ่ะริน" ฉันถามไปตามหน้าจอเพื่อให้คู่สนทนาอีกด้านหนึ่งตอบกลับมา

"หนูรับปริญญามหาบัณฑิตวันที่ 11 นี้ค่ะพี่" อ้อ ฉันคิดแต่ เอ! เราไม่อยู่นี่หว่า 11 นี้

"เสียดายจังริน พี่ไม่อยู่งั้นจะไปแสดงความยินดีด้วยถึงที่เลย"

"ไม่เป็นไรค่ะพี่ พี่ไปไหนอ่ะค่ะ"

"ไปสิงห์บุรีจ๊ะ"

"ไปทำไมคะพี่"

"ไปร่วมรบกับชาวบ้านบางระจัน ป้องกันพระนครจ๊ะ ขณะนี้ข้าศึกได้
ล้อมอยุธยาไว้หมดแล้ว ต้องรีบไป"

ฉันตอบน้องในขณะที่เลือดรักชาติแผ่ซ่านไปทั่วร่าง

"ตลกพี่ ไปทำอะไรบอกมา นานมั้ยพี่ หนูไม่มีเพื่อนคุย"

ดูสิมันคาดคั้น จะให้ฝันซะหน่อยก็ไม่ได้

"สามสัปดาห์จ๊ะ ไปทำไร่ ไปเป็นขวัญใจชาวไร่อ้อย เหมือนเดิม อิอิอิ"

เอาวะ เป็นนางงามไร่อ้อยก็ยังดี

วันนั้นการสนทนาของเราและหมู่มวลเราชาวสมาคมสตรีบรรลัย (พี่กมลหนุ่มอนุมัติชื่อให้เพื่อเป็นเกียร์ติเป็นศรีแก่วงค์ตระกูล) หมดไปกับการเตรียมตัวเพื่อรับปริญญาของน้อง ตั้งแต่สไตล์การแต่งหน้า (ซึ่งตรูไม่รู้เรือง) การทำผม (ซึ่งตรูไม่มีไอเดีย) ซึ่งก็ได้บอกน้องไปว่าเสียดายมาก ถ้าอยู่จะไปจัดให้ซักหนึ่งดอก เพราะว่าเคยร่ำเรียนมาจนได้ประกาศนียบัตรกะเขาเหมือนกัน จนน้องจูนี่เทพีประจำหมู่บ้านต้องท้วงว่า

"พี่ซอส เขาแต่งหน้ารับปริญญานะ ไม่ได้แต่งหน้าศพนะพี่นะ"

อ้าวไม่เหมือนกันเหรอ ฉันคิดในใจ เพราะขำนอกใจไปหลายแมทซ์ จนลูกน้องนั่งค้อนแปดตลบ โทษฐานหน้าบานเกินจำเป็น

"อ้าวเหรอจูน พี่อุตสาห์เตรียมสิ่ว กับเจียรกะว่าจะปาด ๆ ซักสองสามปืด นี่ก็ชาร์ตไฟเลื่อยไฟฟ้าไว้แล้วเนี่ย ตกลงไม่ได้ใช้เหรอ" ฉันยังมีมุก อิอิอิ มือดึงปลั๊กเลื่อยไฟฟ้าออกจากเป้ากลัวเปลืองไฟ

"พี่กะจะเย็บให้ละมัยเชียวนะนั้น เสียดายจัง"

ฉันกระหยิ่มยิ้มย่องกับผีมือการเย็บอันละเอียดอ่อนจนได้รางวัลจากสถาบันสัปเหร่อไทยที่ปลายฟ้าของพี่สัปเหร่อคนสุดท้ายที่ปลายฟ้ามาแล้ว อิอิอิ (ไม่อยากจะคุย ใครสนใจติดต่อแต่งหน้าศพให้ตนเองลดให้ทันที 80% แต่ต้องมาตอนไม่มีลมหายใจเท่านั้นนะถึงจะรับ) 

.

.

วันรับปริญญาของตัวเอง นานแค่ไหนแล้วที่บรรยากาศแบบนั้นเคยเกิดขึ้น ฮืมมมมม มันนานจนเกือบลืมแล้วนี่หว่า จำได้ว่าต้องตื่นเช้ามากแต่งหน้าด้วยตัวเอง และไปทำผมที่ร้านแต่ตี 4 คุณพระ!!! ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้อย่าได้หวังเลย มัดขมวดไปก็สิ้นเรื่องแล้ว

เช้ามาก็ทะเลาะกับที่บ้านก่อนเป็นประเดิมเอาฤกษ์เอาชัย (ที่จริงเป็นกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ในครัวเรือน) ก่อนจะไปถึงศูนย์สิริกิตและทำหน้าหงิกใส่กันเพื่อถ่ายรูป 15 นาที ที่บ้านก็ไปเที่ยวต่อ สร้างความงุนงงให้กับเพื่อนบัณฑิต (ที่ต้องรับภาระดูแลบัณฑิตต่อ - ทำไงได้สมน้ำหน้าเมิง อิอิอิ) เป็นยิ่งนัก ตระเวนลากคอเพื่อนไปถ่ายรูปกับบรรดาเพื่อนบัณฑิตที่จบในรุ่นเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่สนิทและไม่สนิท ขอให้ได้ถ่ายรูปไว้ก่อนไปคัดแยกกันที่หลังว่าเพื่อนใครเป็นเพือนใคร

เพื่อน ๆ ก็งงไหนญาติมึงกูจะหวัดดี 

"อยากทำความรู้จักว่าบ้านไหนมันผลิตคนพรรค์นี้ออกมา"  

"ไม่มีกูบัณฑิตไม่มีญาติ" ฉันว่าขำขำ จนเพื่อนบอกว่า

"ไม่บอกก่อนเดี๋ยวกูหาคนรับจ้างเป็นญาติบัณฑิตมาให้"

กว่าจะได้เข้าห้องประชุมก็โดนเพื่อนล้อเรืองญาติไปหลายดอก (เห็นมั้ยว่ามีพ่อแม่พี่น้องใส่ใจอะดีแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปจ้างใครมาเป็นญาติบัณฑิต อิอิอิ) กว่าจะได้กฤษ์เข้าห้องประชุมก็เป็นเวลาสายแล้วในวันนั้น แต่ด้วยความที่มัวแต่เซ็งกะปัญหาทางบ้าน และหน้าบานกับกล้องถ่ายรูปอยู่ เลยไม่ได้สนใจที่จะหาอาหารเข้าท้องแต่อย่างไร

ผลก็คือ นั่งท้องร้องจ๊อกกกกกก อยู่ในห้องประชุม ยังดีที่เป็นคนติดลูกอมจึงรอดมาได้ด้วย "ฮอล์ลเมนโทรลิปตัส" แต่ถึงกระนั้นก็ยังนั่งหลับในที่ประชุมให้เป็นที่ปราบปลื้มแก่บรรดาญาติบัณฑิตอื่น ที่ผ่านมาพบเห็นมอนิเตอร์ที่โชว์กิจกรรมการรับปริญญาของบัณฑิตในห้องประชุมอยู่ดี หลับไม่หลับเปล่าดันนั่งริมแล้วเกือบตกเก้าอี้ให้เห็นเป็นประจานอีกต่างหาก กรรมจริง ๆ

(นิทานท่อนนี้สอนให้รู้ว่าควรรับประทานอาหารและพักผ่อนให้เพียงพอก่อนการเข้าห้องประชุม ยาอม ยาดม ยาหม่องพกได้พกเข้าไปด้วย เว้นไว้แต่รถพยาบาลให้จอดรอด้านนอกก็พอ)

ออกจากห้องประชุมบรรดาสมุนพระราม เพื่อนพ้องผองเพื่อนจากสถาบันต่าง ๆ (ไม่รวมถึงสถาบันอิลิด้า ที่ห้ามเปิดเผยตัวตามจรรยาบรรณของทันตแพทย์) แวะเวียนเข้ามาหาไม่ขาด ตั้งแต่เพื่อนสมัยประถม (มันมาได้ไง) มัถยม และ ปวช. ตามมาด้วย ปวส. มากันเป็นระลอก การถ่ายทำเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายยันเย็น เหนื่อยแสนเหนื่อยแต่สนุกและปลื้มใจที่ยังมีเพื่อนมากันไม่ขาดสาย แต่สิ่งที่ยังคงเคืองเพื่อน ๆ ที่ทำผิดสัญญาก็คือ

"มรึงซื้อดอกไม้มาทำไมกัน กรูบอกแล้วว่าไม่ต้องซื้อมา
เสียดายเงิน
ให้เปลี่ยนเป็นเหล้าให้หมด ไม่เข้าใจหรือไงนี่"

สร้างความระอาให้บรรดาเพื่อนหนุ่มผู้รับปากเป็นอย่างมากจนต้องอธิบายว่า

"อีบร้า มรึงเคยเห็นบัณฑิตที่ไหน
เขาเดินถือขวดเหล้าถ่ายรูปรับปริญญากันบ้าง

อีนี่ไม่รู้จักสร้างภาพ
นี่พวกกรูรักษาหน้ามรึงสุด ๆ แล้วนะ
เอาดอกไม้ไป กรูก็เสียดายเงินเหมือนกันนะมรึง
ส่วนเหล้ามรึ่งอ่ะ อยู่ในรถแดกให้หมดนะ
ไม่งั้นจะเอาละเลงหัวมรึง"

แน่ะมันขู่

"อ้าวกรูลืมไป อิอิอิ"

เสร็จสิ้นจากงานรับปริญญาในวันนั้นพวกเราก็ไปต่อกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งริมแม่น้ำเพื่อฉลองรับปริญญาแบบไม่มีญาติกัน บรรยากาศเพื่อนฝูงเฮฮา สนุกสนานมาก เรืองราวเก่า ๆ เหมือนจะถูกกางขึ้นบนโต๊ะ ดึงออกจากกล่องความทรงจำ เวลาแห่งความสุขสนุกสนานผ่านไปอย่างรวดเร็ว รวดเร็วจนแทบเก็บเอาไว้ไม่ทัน และแล้ววันเวลาแห่งความเป็นจริงก็มาถึง ..........

ชีวิตการเรียนที่ว่ายากแล้ว ชีวิตแห่งความเป็นจริงยิ่งยากกว่า วันเวลาผ่านไปสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ล้วนผ่านเข้ามา ก้าวถูกบ้าง ก้าวผิดบ้าง ลองผิดลองถูกกันไป ไม่มีใครบอกใครได้ว่าอะไรคือถูกหรือผิดที่แท้จริง สิ่งที่จะผยุงให้เราอยู่รอดได้ในมหานทีแห่งชีวิตมีเพียง นาวาลำน้อยที่เรียกว่า "สติ" และ "ความยั้งคิด" ไม่มีใครช่วยใครได้

สังคมแห่งการแข่งขันและการเอารัดเอาเปรียบเป็นเรืองที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ในบางครั้งเราอาจถึงกับอยากจะทิ้งอุดมการณ์และความเชื่อในความถูกต้องของตนเองไป หรือบางครั้งเราอาจจะทิ้งไปแล้วก็ได้ สิ่งที่ถูกกัดกร่อน คือ จิตวิญญาณ และความนับถือตนเอง

ถึงกระนั้นสิ่งที่เราทำได้คือ การเรียนรู้และอยู่กับมัน รู้ให้เท่าทันโลก เท่าทันสังคมและเท่าทันตัวเอง เรียนรู้ใจตัวเอง ตัวอย่างในสังคมมีอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นสังคมไกลตัว หรือสังคมใกล้ตัว จงใช้ประโยชน์จากตัวอย่างเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด การที่เรามีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นแรงผลักดันและช่วยประคับประคองนั้นช่วยได้มาก เป็นภูมิคุ้มกันอย่างดีเยี่ยมในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมแห่งนี้ อย่าได้รำคาญหรือรู้สึกว่าเราโตเป็นผู้ใหญ่เพียงพอที่จะดูแลตนเอง ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามเราก็ยังคงเป็นเด็กในสายตาของคนในครอบครัวอยู่ดี หากแต่ในครั้งนี้เราอาจจะยังไม่เข้าใจดีพอ ต่อเมื่อเราต้องมองลงมาจากยอดปิระมิดแล้ว เราจะเรียนรู้ว่าสิ่งที่คนในครอบครัวทำเพื่อเรา คือ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราได้รับจากโลกใบนี้ จงเพาะบ่มภูมิต้านทานตรงนั้นไว้ เก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น

พี่ไม่รับประกันว่าทำตามที่พี่บอกแล้วเธอจะประสบความสำเร็จ หรือมีความสุข
เพราะปัจจัยที่จะทำให้เธอประสบความสำเร็จและมีความสุขนั้น ......
อยู่ที่ตัวเธอเอง อยู่ในมือของเธอนั่นเอง

จงพิจารณาความต้องการของตนเอง
ความเป็นจริงของสังคม ความถูกต้อง
และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างเข้มแข็งและมีความสุข

.

ถึงตอนนี้พี่ขอบอกว่า ............ ขอแสดงความยินดี
ที่น้องก้าวข้ามความสำเร็จขั้นต้นมาได้อย่างสง่างาม

.

"ยินดีด้วยค่ะ"

.

 

สุดท้ายนี้ ....แถม

.

.

อะ อะ อะ อย่านะ .......

.

.

เพราะตอนนี้ยังไม่พร้อมจะมีใคร

.

.

.

รอไปก่อนนะ จนกว่าจะพร้อม เพราะว่า ....

.

.

อ้อ ขอโทษด้วย ขอโทษจริง ๆ

.

.

เฮ้ออออออออออ !!! ชักจะ Go so Big

.

.

แต่อย่างไรก็ตาม ......สำหรับทุกคน

 

Entry แนะนำ สำหรับงานนี้

ดื่มด่ำความสำเร็จ
http://kate2008.exteen.com/20080211/entry/page/1#lastcomment

: Congratulation! ::
http://mayjune.exteen.com/20080211/congratulation/page/1#lastcomment

Joyfull Tear
http://kamolnum147.exteen.com/20080209/joyfull-tear

ปริญญา "ชีวิต"
http://ha-thai.exteen.com/20080209/entry

เปิดบ้านเพื่อพี่สาว
http://funnyhead.exteen.com/20080209/entry-1

ตอนพิเศษ(อีกแล้ว) : เอนทรีนี้เพื่อ "น้อง" โดยเฉพาะ 
http://iheartia.exteen.com/20080209/entry

Congratulation.. นะศิษย์น้อง 
http://konjonjon.exteen.com/20080209/congratulation